GERRARD: MY AUTOBIOGRAPHY Part 2 ( ต่อ)

วันนี้มาว่ากันถึงตอนสุดท้ายของบทที่ 1 นะครับ

การเดินทางของผมผ่านระบบการศึกษาของเมอร์ซี่ย์ไซด์เรียบๆ ตรงไปตรงมา ผมมองโรงเรียนเป็นสนามฟุตบอลแสนวิเศษที่มีตึกหน้าตาน่าเบื่อล้อมรอบ ป้ายแรกของผมคือโรงเรียนเซนต์ส ไมเคิล ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อมาเป็นโรงเรียนประถมฮายตัน-วิธ-โรบี้ เชิร์ช ออฟ อิงแลนด์ (Huyton-with-Roby Church of England Primary) แม้จะอยู่ห่างจากบ้านแค่เดินไม่กี่นาทีถึง แต่แม่ก็ยืนยันที่จะไปรับไปส่งผมที่โรงเรียนทุกวัน

ตอนเรียนอนุบาลและประถมต้นก็สนุกดี ผมซนบ้างเป็นบางครั้ง บางทีถ้าผมดื้อคุณครูก็จะลงโทษให้ยืนหันหน้าเข้าหากำแพง ไปยืนนับอิฐที่รายเรียงบนผนังอยู่สัก 5 นาที ผมไม่เคยมีเรื่องกับเด็กอื่น ไม่เคยมีเรื่องชกต่อยและไม่กล่าวคำสบถ บางครั้งผมก็ดื้อและซนบ้าง ความผิดของผมมีอยู่อย่างเดียว ผมชอบเถียงและชอบวิ่งไปคลุกโคลนบนสนามหญ้าเวลาถูกสั่งให้อยู่บนพื้นคอนกรีต ก็เหมือนเด็กทั่วๆ ไป

สำหรับผมการเรียนไม่น่าพิสมัยนัก ผมแค่นั่งในห้องเรียนรอให้ถึงเวลาพักซึ่งพวกนักเรียนก็จะได้เล่นเตะบอลกัน ช่วงเวลาพักกลางวันเป็นตอนที่ผมชอบที่สุดเพราะมันนานถึงหนึ่งชั่วโมงซึ่งก็หมายถึงว่าจะเล่นฟุตบอลได้นานขึ้น ผมไม่ค่อยรอทานอาหารกลางวันของโรงเรียนเพราะมันเสียเวลา เมื่อไหร่ก็ตามที่ต้องเข้าแถวรอตักอาหารผมมักจะร้องตะโกนอย่างหงุดหงิด

“เร็วหน่อยๆ บิ๊กแมทช์รออยู่ข้างนอกนะ”

บางครั้งผมจะขอให้แม่เตรียมอาหารกลางวันไปให้

“ลูกควรกินอาหารกลางวันร้อนๆ ของโรงเรียนมากกว่า” แม่ไม่เห็นด้วย “ไม่อย่างนั้นก็กลับมากินที่บ้านถ้าไม่ชอบอาหารที่โรงเรียน”

เราพบกันครึ่งทางด้วยห่ออาหารกลางวัน แซนด์วิช,ช็อคโกแลต เครื่องดื่ม และผลไม้นิดหน่อย ผลไม้จะกลับมาบ้านในสภาพเดิมเป็นประจำ แอ๊ปเปิ้ล,กล้วย หรือส้มไม่ใช่ตัวผมแน่ แซนด์วิชก็ไม่ใช่ของชอบผมในตอนนั้นเหมือนกัน ส่วนใหญ่ผมจะโปรดอาหารพวกขนมปัง,เนื้อ หรืออาหารอื่นๆ ที่กินระหว่างเล่นบอลได้

“สตีวี่ ลูกไม่กินแซนด์วิชเลย” แม่มักจะบ่นถ้าเห็น “ทำไมกินแต่ช็อคโกแลตล่ะ””

แม่ไม่เข้าใจหรอก ตอนพักทานอาหารผมต้องรีบทำเวลา ผมทานอาหารที่แม่เตรียมไปจากบ้านระหว่างเล่นฟุตบอลหรือไม่ก็ขย้ำรวดเดียวหมดระหว่างวิ่งกลับเข้าห้องเรียนรวมไปถึงน้ำชา เมื่อไหร่ก็ตามที่มีการเล่นบอลกันที่ไอร์ออนไซด์หรือมีเพื่อนรอเล่นบอลอยู่ผมก็จะเอาของกินยัดใส่กระเป๋าเผ่นออกประตู โยนอาหารให้สุนัขข้างบ้านระหว่างทางวิ่งไปเล่นฟุตบอล พอเล่นเสร็จผมก็หิวโซกลับบ้าน มาค้นหาบิสกิต ขนม หรือช็อคโกแล็ตทานทีหลัง
กลับไปเรื่องที่โรงเรียนกันบ้าง ครูที่เคยเห็นผมเขียนอะไรยุ่งไปหมดด้วยลายมือไก่เขี่ยในชั้นเรียน ปั่นจี๋แทบเห็นควันพวยพุ่งขึ้นมาจากแท่งดินสอที่ผมรีบเร่งเขียนคงคิดว่าผมต้องตั้งใจกับบทเรียนแหง

แต่ขอโทษจริงๆ ครับคุณครู เปล่าเลย สมุดถูกใช้เขียนจัดชื่อทีมสำหรับเกมฟุตบอลตอนพักกลางวัน ที่ปกหลังของหนังสือผมเขียนรายชื่อนักบอลของผมเอาไว้ ทันทีที่กริ่งเวลาพักดังขึ้น ผมก็พุ่งปราดไปที่สนามจัดการแบ่งทีมพวกผู้ชาย และกันพวกเด็กหญิงออกนอกสนาม

“พวกเธอจะนั่งดูก็ได้” ผมแสดงความใจกว้าง “แต่ว่าตรงนี้เป็นพื้นสนามจะเข้ามาเดินเพ่นพ่านไม่ได้หรอก”

ขอบเขตสนามใช้กระเป๋าวางกำหนดจุดเอาไว้รวมถึงทำเป็นเสาโกล์ เกมฟุตบอลที่โรงเรียนเซนต์มิคส’ ถือเป็นเรื่องจริงจังมาก เกมชิงชนะเลิศบอลถ้วยที่เวมบลีย์ยังไม่เข้มข้นเท่านี้เลย ทุกวันนี้บนใบหน้าผมยังมีร่องรอยแผลเป็นที่ผมได้มาจากสนามแห่งนี้ตอนที่ผมชนเข้ากับรั้วจากการแย่งบอลในเกม ไม่ต้องคิดถึงเรื่องแพ้ ใครชนะก็อวดได้เต็มปากส่วนผู้แพ้ก็ต้องสงบปากสงบคำจนกว่าจะถึงเกมแก้มือ

แบรี่เองเป็นนักฟุตบอลฝีเท้าดีคนหนึ่ง เขาได้ไปเล่นทีมชุด ยู-13 กับทีมเดนเบอร์นที่พ่อผมช่วยดูแลทีมอยู่ เดนเบอร์นเป็นทีมที่ดีทีมหนึ่ง ไมเคิล บรานช์และโทนี่ ฮิบเบิร์ตเคยเล่นกับทีมนี้ด้วย ผมไปเล่นให้พวกเขาช่วงสั้นๆ และช่วยให้ทีมชนะในเอดจ์ฮิล จูเนียร์ ลีก ก่อนที่ลิเวอร์พูลจะให้ผมหยุดเล่น

แบรี่กับผมนับเป็นผู้เล่นสำคัญในทีมโรงเรียน มีอยู่ปีหนึ่งเราช่วยทำผลงานให้ทีมเซนต์มิคส’ เป็นแชมป์ฟุตบอลถ้วยระดับท้องถิ่นและเรามีโอกาสจะไปแข่งที่เวมบลีย์โดยที่ต้องเอาชนะทีมจากตำบลต่างๆ ในทัวร์นาเมนต์ก่อน

รางวัลสำหรับชัยชนะนั้นยิ่งใหญ่เหลือเกิน เวมบลีย์ แค่นึกถึงชื่อสนามเก่าแก่และศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ก็ทำเอาผมหลับไม่ลงเอาแต่นอนคิดว่าจะเป็นยังไงที่ได้ลงแข่งในสนามที่โด่งดังที่สุดในโลก ผมตั้งใจแข่งตลอดทัวร์นาเมนต์ แต่ในเกมหนึ่งผมโดนห่วงกระป๋องโค้กคมๆ บาดหัวเข่า ผมโดนเย็บ 5 เข็ม ไม่มากมายอะไรแต่ก็ทำให้ผมอดร่วมทีมไปแข่งที่เวมบลีย์

เรื่องนี้ทำเอาผมร้องไห้ฟูมฟาย ดูเหมือนโชคร้ายแบบนี้จะติดตัวผมอยู่เสมอ คิดดู เพื่อนร่วมทีมได้หยุดโรงเรียนไปแข่งฟุตบอลที่เวมบลีย์ แต่ผมกลับต้องหยุดโรงเรียนเข้าโรงพยาบาล เวลาผ่านไปแม้รอยแผลเป็นบนเข่าจะจางลงแต่ความทรงจำเจ็บปวดที่ต้องพลาดเกมสำคัญที่เวมบลีย์ยังคงแจ่มชัด
ตอนที่ผมจบจากโรงเรียนเซนต์มิคส์’ ผมก็มาถึงทางเลือกครั้งใหญ่สำหรับโรงเรียนมัธยม เพื่อนๆ ส่วนใหญ่เลือกเรียนต่อที่โรงเรียนมัธยมบาวริ่ง หรือโรงเรียนโนว์สลีย์ ไฮ พอลเองเรียนอยู่ที่บาวริ่งผมก็เลยอยากไปเรียนที่นั่นเพียงแค่จะได้ไปเรียนโรงเรียนเดียวกับพี่ชาย

ส่วนโนว์สลีย์ ไฮ มีปัญหาใหญ่อยู่อย่างหนึ่ง ทีมฟุตบอลไม่ใช่สิ่งสำคัญของโรงเรียน ทุกๆ คนรู้ดีว่าผมจริงจังเรื่องฟุตบอลเพราะฉะนั้นโรงเรียนที่จะช่วยผมให้พัฒนาในด้านฟุตบอลได้จะเหมาะสมที่สุด คุณครูของผมที่เซนต์มิคส์’ ครูแชดวิคได้ให้คำแนะนำกับผม

“เธอน่าจะเลือกไปเรียนที่คาร์ดินัล ฮีแนน นะสตีเว่น” ครูแนะ “ที่นี่เหมาะสมกว่าในเรื่องฟุตบอล”

โรงเรียนมัธยมคาทอลิกคาร์ดินัล ฮีแนน เป็นโรงเรียนหนึ่งที่ผมรู้จักดีมานานแล้ว ที่นี่มีชื่อเสียงในเรื่องฟุตบอลอาจจะดีที่สุดในแถบนี้เลยก็เป็นได้ สามีของครูแชดวิค-ครูเอริก- สอนวิชาพละศึกษาอยู่ที่นั่น

“ดูแลสตีเว่นด้วยนะคะ” ครูแชดวิคบอกกับสามี “เขาเล่นฟุตบอลเก่งเหลือร้าย เขาจะต้องเป็นนักเรียนที่น่าชื่นชมที่คาร์ดินัล ฮีแนนได้แน่”

หลายคนไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่ผมย้ายมาเรียนที่นี่ บลูเบลล์อยู่นอกเขตพื้นที่ของคาร์ดินัล และผมไม่ใช่คาทอลิก แต่ใครจะสนล่ะ ฟุตบอลมาเป็นที่หนึ่งเสมอ คำรับรองของครูแชดวิคที่ว่าผมเรียนดีพอใช้ และทักษะฟุตบอลของผม ช่วยให้ผมเดินเข้าสถาบันคาร์ดินัล ฮีแนน ได้ในที่สุด อาชีพในอนาคตของผมบงการให้ผมเข้าเรียนที่นั่น

สิ่งสำคัญคือการลงทะเบียนเป็นนักเรียนที่คาร์ดินัล ฮีแนน จะทำให้ผมได้เข้าร่วมเล่นกับทีมเยาวชนลิเวอร์พูล-ลิเวอร์พูล บอยส์- ไม่ใช่ทีมเยาวชนโนว์สลีย์  ทีมลิเวอร์พูล บอยส์มีภาษีดีกว่ามาก พวกแมวมองทั้งจากลิเวอร์พูลและเอฟเวอร์ตันมักจะไปมองหาเด็กๆ ฝีเท้าดีในเกมการแข่งขันของลิเวอร์พูล บอยส์เสมอ โรงเรียนคาร์ดินัล ฮีแนนจึงเหมาะสมกับผมที่สุดแล้ว

การเลือกโรงเรียนมัธยมด้วยเหตุผลเรื่องฟุตบอลมีส่วนช่วยให้ผมได้ฝึกความอดทนด้วย คาร์ดินัล ฮีแนนเป็นโรงเรียนใหญ่ มีนักเรียนกว่า 1,300 คน ตอนแรกผมไม่อยากไปเรียนที่นั่นแม้จะรู้ว่าโรงเรียนนี้มีจุดแข็งที่ทีมฟุตบอล ผมนอนร้องไห้เกือบทุกคืน ความคิดที่ว่าต้องย้ายไปอยู่ท่ามกลางคนแปลกหน้าเขย่าขวัญผมไม่น้อย คาร์ดินัล ฮีแนน อยู่ห่างจากบ้านไปแค่ 3 ไมล์ แต่สำหรับผมมันเหมือนอยู่คนละประเทศ

พ่อกับแม่คอยให้กำลังใจผม โดยการบอกว่านี่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับการเล่นฟุตบอลของผม แม้จะไม่เต็มใจผมก็ต้องไปเรียนที่นั่น ใช้เวลานานเหมือนกันกว่าจะคุ้นเคยแต่ในที่สุดโรงเรียนแห่งนี้ก็กลายมาเป็นฉากสำคัญในชีวิตผม
ตอนเรียนปีสามผมได้นั่งรถบัสไปโรงเรียนกับเพื่อนๆ ผมรักช่วงเวลานี้ เป็นครั้งแรกที่แม่ยอมให้ผมไปโรงเรียนเอง สุดยอดจริงๆ ตอนนั้นผมอายุ 13 ปี พระเจ้าทรงโปรด รู้สึกเหมือนกลายเป็นผู้ใหญ่ในทันที ผมออกจากบ้านพร้อมเงินค่ารถและค่าอาหารกลางวันอุ่นในกระเป๋า ผมรู้สึกเหมือนเป็นราชา เดินอาดๆ ออกจากบ้านไปตามถนนบลูเบลล์ไปเรียกเพื่อนอีกสองคน เทอรี่ สมิธ กับฌอน ดิลลอน จากนั้นเราสามคนก็ตรงไปที่ป้ายรถเมล์ เดินยืดราวกับเป็นพวกแก๊งในเมือง

ฌอนนั้นแย่ที่สุด เขาตื่นสายเสมอ ผมกับเทอรี่ต้องไปที่บ้านเขาเอาก้อนหินขว้างขอบหน้าต่างปลุกเขาตอนแปดโมงสี่สิบห้า รอยแตกเล็กๆ หลายรอยที่หน้าต่างห้องนอนของฌอนเป็นผลมาจากความเป็นคนไม่รู้เวลาของเขานี่เอง

ในที่สุดเมื่อลากฌอนออกมาจากบ้านได้เราก็ต้องวิ่งหน้าตั้งไปขึ้นรถ เด็กสามคนลากกระเป๋านักเรียนวิ่งหอบแฮ่กๆ ไปขึ้นรถ เราหัวเราะกันเสมอ เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขเหลือเกิน ตอนนนี้ฌอนทำงานเป็นคนงานอิฐซึ่งชีวิตไปได้สวย และทุกวันนี้ผมก็ยังได้เจอเทอรี่บ่อยๆ เทอรี่เป็นแฟนเอฟเวอร์ตัน เราก็เลยได้ยั่วแหย่กันเสมอ

ตอนที่ฌอน,เทอรี่ และผมอยู่ที่โรงเรียนคาร์คินัล ฮีแนน ช่วงเวลาสำคัญที่ผมรอคอยในแต่ละวันคือเวลาของเกมฟุตบอลในระหว่างพักสองรอบๆ ละ 25 นาที และเกมหนึ่งชั่วโมงในตอนพักกลางวัน ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ของวันเอาแต่คิดถึงเกมฟุตบอล ผมชอบเรียนวิชาพละกับคุณแชดวิค แต่โชคร้ายที่วิชาพละไม่มีฟุตบอลหรอก เราได้เล่นแต่รักบี้,ยิมนาสติก หรือคริกเก็ต

ผมเองสนใจแต่ฟุตบอล จะเล่นในร่มหรือกลางแจ้งก็ไม่เกี่ยง หรือไม่ก็เทนนิส ผมชอบเล่นเทนนิสด้วยเหมือนกัน ที่คาร์ดินัล ฮีแนน เราได้เล่นมินิเทนนิส แบบที่ใช้ตาข่ายขนาดเล็กและแรคเก็ตไม้ เรามักจะตกแต่งไม้เป็นสัญญลักษณ์ไนกี้ หรือลายเส้นแบบอดิดาสคอยประกวดประขันกันว่าใครจะตกแต่งไม้ได้สวยกว่ากัน อย่างไรก็ตามฟุตบอลก็ยังเป็นวิชาสำคัญในหลักสูตรการศึกษาของผม

ที่โรงเรียนคาร์ดินัล ฮีแนน ไม่ค่อยโหดนัก มีเรื่องวิวาทกันในสนามบางเป็นครั้งคราว ผมเองมีกลุ่มเพื่อนซึ่งเราคอยดูแลกันและกัน พวกเรามีเรื่องชกต่อยซึ่งผมเข้าไปมีส่วนร่วมบ้างไม่กี่ครั้ง แต่ไม่มีใครเข้ามาหาเรื่องกับผม ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ หรือพวกเด็กโต

บางครั้งผมก็ปากแตกกลับบ้านเพราะร่วมวงชกต่อย แต่โดยส่วนใหญ่ชุดนักเรียนของผมจะเปื้อนโคลนมากกว่าเปื้อนเลือด ผมรักที่จะอยู่ในสนามคลุกฝุ่นคลุกโคลนไปตามเรื่องตามราว ผมรักช่วงเวลาที่ได้เล่นฟุตบอล สำหรับผมชั้นเรียนเป็นแค่สิ่งคั่นเวลาระหว่างเกมฟุตบอลเท่านั้น

เรื่องเรียนสำหรับผมไม่โดดเด่นอะไร ผมเรียนปานกลาง แต่ละวิชาก็ให้อารมณ์แตกต่างกันไป เช่นถ้าเรียนเลขได้ไม่ดีผมก็จะเกลียดวิชานี้ ไม่มีกะจิตกะใจจะเข้าเรียน แต่ผมทำได้ดีเป็นพิเศษในวิชาภาษาอังกฤษที่มีครูผู้หญิงใจดีคอยช่วยผมก็เลยชอบเรียนภาษา ผมชอบเขียนเรียงความ ชอบแต่งเรื่อง ครั้งหนึ่งผมเขียนเรียงความเรื่อง “วันหนึ่งผมจะชนะฟุตบอลโลกได้อย่างไร”  ผมชอบเรียงร้อยถ้อยคำ ชอบอ่านด้วย

หนังสือที่ผมชอบมากที่สุดที่ได้อ่านตอนเรียนคือ Of Mice and Men เป็นเรื่องเศร้าถ้าคุณรู้จักตัวละครในเรื่องลึกซึ้ง ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่ต้นจนจบหลายรอบจนหนังสือแทบหลุดเป็นส่วนๆ เราดูวีดิโอเรื่องนี้ เล่นละคร และสอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย

ตอนสอบประเมินผล (GCSE – General Certificate of Secondary Education) ผมได้ C วิชาภาษาอังกฤษ D 6 วิชา และ E อีก 2 วิชา (การประเมินผลประกอบไปด้วยระดับ A*,A,B,C,D,E,F,G)

เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดผมมีความทะเยอทะยาน ความฝัน และเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว – ฟุตบอล
**** จบบทที่ 1 ****

About these ads

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

%d bloggers like this: